เกี่ยวกับโอเมก้าเวิร์ส
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ได้เกิดไม่มีวิกฤตการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อรากฐานการคงอยู่ของมนุษย์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หรือที่เรียกว่า “วิกฤตการกำเนิด” จากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม มลพิษที่สะสม ซึ่งส่งผลต่อพันธุกรรมของมนุษย์อันเป็นเหตุให้อัตราการให้กำเนิดของมนุษย์โลกได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นวิกฤตจนสถาบันวิจัยทั่วโลกต้องระดมความคิดค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ไข
แต่จากการทำลองทางวิทยาศาสตร์มากมายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ทว่าเมื่อสถานการณ์อยู่ในจุดที่เลวร้ายจนถึงขีดสุด ยีนที่เคยสงบนิ่งในร่างกายจึงได้ถูกกระตุ้นขึ้นมาเพื่อปรับตัวในการเอาตัวรอดจากวิกฤตนี้ "ยีนเพศรอง" การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สามารถแบ่งแยกมนุษย์ออกมาได้ทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ อัลฟ่า (α) เบต้า (β) และ โอเมก้า (Ω) ภายใต้ชื่อเรียกของ "เพศรอง (Secondary Gender)"
การปรับตัวนี้เองมันได้สร้างระบบลำดับชั้นและข้อจำกัดทางสังคมขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งใจ กำเนิดฟีโรโมนที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงองค์ประกอบทางชีวภาพ ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ใช้แสดงความสามารถ อำนาจ และ เครื่องมือที่ใช้กุมโชคชะตาทางสังคม เกิดใหม่เป็นโลกที่ลักษณะทางชีวภาพกลายเป็นสิ่งที่ตัดสินชี้ชะตาของสถานะทางสังคม พันธะและสัญชาตญาณอยู่เหนือตรรกะและเจตจำนงเสรี เป็นเรื่องราวของชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อปกป้องค้นหาความเป็นมนุษย์และอิสรภาพ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เขียนขึ้นใหม่หลังวิกฤตการณ์
เพศรอง
เพศรองหรือSecondary Gender คือ ผลลัทพ์ของการปรับตัวและแสดงออกของยีนเพศรองซึ่งมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสรีรวิทยา พฤติกรรม ความสามารถและสถานะทางสังคมของบุคคลนั้น ๆ โดยจะเริ่มแสดงออกให้เห็นถึงลักษณะที่เจรจากความเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ในช่วงอายุ 13-14 ปี กลายเป็นมนุษย์ที่มีความพิเศษแตกต่างจากเพศหลักชายและหญิงทั่วไปที่เคยพบเห็น
อัลฟ่า จุดสูงสุดของสังคมเพศรอง ผู้มีพร้อมทั้งความแข็งแกร่งทางกายภาพ จิตใจและปัญญา มีฟีโรโมนที่ทรงอำนาจ ซึ่งสามารถใช้ในการกดข่มและสร้างอิทธิพลในการควบคุมได้เพศรองอื่น โดยอัลฟ่าคิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของประชากรทั้งหมด
เบต้า จุดกึ่งกลางของสังคมเพศรอง ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ในครั้งอดีตน้อยที่สุด โดยเบต้าคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของประชากรทั้งหมดจนกลายเป็นรากฐานทางสังคม
โอเมก้า จุดต่ำสุดของสังคมเพศรอง ผู้เกิดมาเพื่อการสืบพันธุ์เป็นบุคคลซึ่งเปราะบางอ่อนแอเป็นเพียงเหยื่อให้นักล่าอย่างอัลฟ่าเพื่อความอยู่รอดทางเผ่าพันธุ์ ซึ่งครอบครองฟีโรโมนที่หอมหวานสำหรับใช้ดึงดูดอัลฟ่าให้มาครอบครอง โดยโอเมก้าคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของประชากรทั้งหมด
.jpeg)
การตรวจสอบและส่งต่อเพศรอง
การตรวจสอบเพศรอง : การตรวจสอบเพศรองสามารถทำได้ตั้งแต่เกิดเช่นเดียวกับการตรวจ DNA โดยมีวิธีการตรวจสอบที่ได้รับความนิยมที่สุดอยู่สองวิธี ได้แก่
การตรวจยีนเพศรอง : คือการนำเซลล์ตัวอย่างของผู้เข้ารับการตรวจ เช่น น้ำลาย เลือด ผิวหนัง เยื่อบุอ่อนของร่างกาย นำไปทดสอบด้วยกระบวนการเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบยีนเพศรองในเซลล์วิธีการนี้สามารถทำได้ตั้งแต่เกิด เพียงแต่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนและมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
การตรวจฮอร์โมน : คือการเก็บตัวอย่างเลือดแล้วนำไปตรวจสอบฮอร์โมนในร่างกายเพื่อการระบุเพศรอง วิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ง่ายและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการตรวจยีน อีกทั้งยังมีสวัสดิการตรวจฟรี 1 ครั้งสำหรับประชาชน ทำให้ได้รับความนิยมในบุคคลทั่วไป แต่มีข้อเสีย คือการตรวจด้วยวิธีนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้เข้ารับการตรวจมีอายุ 14 ปีบริบูรณ์ไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง
หมายเหตุ ตามกฏหมายประชาชนต้องเข้ารับการตรวจและระบุเพศรองในเอกสารแสดงตัวตนตอนอายุ 14 ปีบริบูรณ์หรืออย่างช้าไม่เกิน 16 ปี
การส่งต่อเพศรอง : เพศรองของลูกนั้นจะไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสถานะเพศรองของพ่อแม่เสมอไป กล่าวคือต่อให้พ่อแม่มีเพศรองใดรุ่นลูกรุ่นหลานก็สามารถมีเพศรองที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ได้
เพียงแต่เพศรองของพ่อแม่จะเป็นตัวกำหนดโอกาสในการส่งต่อเพศรองของลูก เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นอัลฟ่าลูกก็จะมีโอกาสเกิดมาเป็นอัลฟ่ามากกว่าเบต้าและโอเมก้า หรือต่อให้พ่อแม่เป็นเบต้าทั้งคู่ก็สามารถมีลูกเป็นอัลฟ่าและโอเมก้าได้เพียงแต่โอกาสจะน้อยกว่าเบต้าเป็นอย่างมาก
สรุป คือ เพศรองรุ่นลูกหลานไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศรองของรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพียงแต่เด็กที่เกิดมาจะมีโอกาสมีเพศรองเดียวกันกับคนพ่อหรือคนแม่มากกว่าเพศรองอื่น ๆ เพียงเท่านั้น